มะม่วงหิมพานต์
฿115฿165 -30%
Variations

Description

ดีต่อสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด

โรคหัวใจเป็นภาวะผิดปกติที่กระทบต่อการทำงานของหัวใจ อาจก่อให้เกิดการเจ็บป่วยร้ายแรงถึงแก่ชีวิตได้ การดูแลสุขภาพหัวใจจึงเป็นสิ่งสำคัญ เม็ดมะม่วงหิมพานต์อาจเป็นอาหารอีกชนิดหนึ่งที่ดีต่อการป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด เพราะมีสารอาหารสำคัญอยู่มาก เช่น ไขมันชนิดดี กากใยอาหาร โปรตีน รวมถึงกรดอะมิโนอย่างอาร์จีนีน (Arginine) โดยสารเหล่านี้อาจช่วยให้ผนังหลอดเลือดขยายตัว และลดการสะสมของไขมันชนิดไม่ดีที่อาจอุดตันหลอดเลือดหัวใจได้

มีงานวิจัยขนาดใหญ่ที่ศึกษาผลการรับประทานเม็ดมะม่วงหิมพานต์และถั่วหลายชนิดที่เกี่ยวข้องกับการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยทดลองในอาสาสมัครชายหญิงที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ผลลัพธ์พบว่าการรับประทานเม็ดมะม่วงหิมพานต์และถั่วชนิดต่าง ๆ ประมาณ 84 กรัมขึ้นไป/สัปดาห์ อาจช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคอ้วน อ้วนลงพุง และโรคเบาหวานอย่างมีนัยสำคัญ แต่ไม่สัมพันธ์กับการเกิดโรคความดันโลหิตสูง ภาวะไขมันในเลือดสูง หรือระดับน้ำตาลในเลือดสูง ในขณะที่งานวิจัยขนาดใหญ่อีกชิ้นระบุว่าการรับประทานเม็ดมะม่วงหิมพานต์และถั่วอื่น ๆ อย่างน้อยวันละ 60 กรัม ช่วยลดระดับไขมันรวม ไขมันชนิดไม่ดี และไขมันไตรกลีเซอไรด์ ซึ่งอาจช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยดังกล่าวศึกษาผลการรับประทานเม็ดมะม่วงหิมพานต์และถั่วอีกหลายชนิด จึงยังไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนยืนยันได้ว่าการรับประทานเม็ดมะม่วงหิมพานต์จะป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือดได้โดยตรง ต้องศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมต่อไป และผู้บริโภคควรรับประทานแต่ในปริมาณพอดี เพราะเม็ดมะม่วงหิมพานต์มีแคลอรี่สูง หากรับประทานในปริมาณมากอาจส่งผลเสียได้เช่นกัน

สมานแผล

หลังเกิดบาดแผล มักมีอาการอักเสบ บวม แดงที่อาจลุกลามจนทำให้แผลหายช้าและสร้างความเจ็บปวดได้ เม็ดมะม่วงหิมพานต์มีสารต้านอนุมูลอิสระที่อาจช่วยบรรเทาอาการอักเสบหรือช่วยให้แผลสมานตัวและหายเร็วขึ้น

มีงานวิจัยหนึ่งค้นคว้าในห้องทดลองแล้วพบว่า สารสกัดจากเปลือกเม็ดมะม่วงหิมพานต์ที่คนมักนำมารักษาโรคผิวหนัง รอยแตกบริเวณเท้า และแผลจากมะเร็งนั้น มีฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของแบคทีเรียบางชนิด เพราะมีสารประเภทฟีนอล (Phenol) ที่มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระและอาจส่งผลดีต่อการฟื้นฟูบาดแผลให้หายเร็วขึ้น เช่น กรดอนาคาร์ดิก (Anacardic Acid) คาร์ดอล (Cardol) เมทิลคาร์ดอล (Methylcardol) เป็นต้น

แม้งานวิจัยเหล่านี้อาจเป็นแนวทางในการผลิตยาสมานแผลจากเม็ดมะม่วงหิมพานต์ในอนาคตได้ แต่ต้องมีการค้นคว้าเพิ่มเติมถึงประสิทธิภาพและความปลอดภัยอีกมาก โดยเฉพาะการทดลองนำมาใช้กับคน ผู้ที่มีบาดแผลจึงควรรับการรักษาอย่างเหมาะสมภายใต้คำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร จนกว่าจะมีข้อมูลการประยุกต์ใช้ประโยชน์จากเม็ดมะม่วงหิมพานต์เพื่อการสมานแผลในลักษณะใด ๆ อย่างชัดเจนต่อไป

การบริโภคเม็ดมะม่วงหิมพานต์อย่างปลอดภัย

โดยทั่วไป การรับประทานเม็ดมะม่วงหิมพานต์เป็นอาหารหรือของว่างค่อนข้างปลอดภัยต่อร่างกาย แต่ยังไม่มีการแนะนำให้บริโภคหรือใช้เม็ดมะม่วงหิมพานต์เพื่อการรักษาโรคใด ๆ เป็นหลัก เนื่องจากไม่มีหลักฐานทางการแพทย์เพียงพอที่จะยืนยันถึงความปลอดภัยและประสิทธิภาพของเมล็ดพืชชนิดนี้

แม้ว่าเม็ดมะม่วงหิมพานต์มีสารอาหารหลายชนิด แต่ก็มีไขมันมากและให้พลังงานสูงด้วยเช่นกัน การบริโภคเม็ดมะม่วงหิมพานต์จึงควรคำนึงถึงสุขภาพเป็นสำคัญ ควรรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม และระมัดระวังในการบริโภคสารปรุงแต่งที่ถูกเพิ่มลงไปในผลิตภัณฑ์แต่ละชนิด เช่น เกลือ เนย หรือน้ำตาล นอกจากนั้น การสัมผัสกับเม็ดมะม่วงหิมพานต์ที่ไม่ผ่านความร้อนหรือการปรุงสุกมาก่อนอาจก่อให้เกิดอาการระคายเคืองต่อผิวหนังได้ ดังนั้น ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญก่อนรับประทานอาหาร อาหารเสริม หรือสารใด ๆ จากเม็ดมะม่วงหิมพานต์เสมอ เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค

ส่วนผู้ที่มีปัญหาสุขภาพ ควรเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษในการบริโภคเม็ดมะม่วงหิมพานต์ โดยเฉพาะบุคคลในกลุ่มต่อไปนี้

  • หญิงตั้งครรภ์หรือผู้ที่ให้นมบุตร การรับประทานเม็ดมะม่วงหิมพานต์จากอาหารมีความปลอดภัย แต่ไม่ควรรับประทานในปริมาณมากเพื่อหวังผลทางการรักษาโรค เนื่องจากไม่มีข้อมูลด้านความปลอดภัยที่เพียงพอ
  • ผู้ที่แพ้ถั่วหรือสารเพคติน (Pectin) ผู้ที่แพ้เพคตินซึ่งเป็นสารที่อยู่ในพืช รวมทั้งถั่วและเมล็ดพืชบางชนิด เช่น พิสตาชิโอ อัลมอนด์ ฮาเซลนัท ถั่วลิสง เป็นต้น อาจแพ้เม็ดมะม่วงหิมพานต์ได้เช่นกัน ดังนั้น ผู้ที่มีประวัติอาการแพ้ดังกล่าวควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทานเสมอ
  • ผู้ป่วยเบาหวาน เม็ดมะม่วงหิมพานต์อาจส่งผลให้ระดับน้ำตาลเพิ่มสูงขึ้น ผู้ป่วยโรคเบาหวานที่รับประทานเม็ดมะม่วงหิมพานต์ควรหมั่นตรวจระดับน้ำตาลในเลือดเป็นประจำ และแจ้งให้แพทย์ทราบก่อนบริโภคเสมอ เนื่องจากผู้ป่วยอาจต้องปรับเปลี่ยนการใช้ยารักษา
  • ผู้ที่เข้ารับการผ่าตััด เนื่องจากเม็ดมะม่วงหิมพานต์อาจทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ ดังนั้น ผู้ที่ต้องเข้ารับการผ่าตััดควรหยุดรับประทานเม็ดมะม่วงหิมพานต์อย่างน้อย 2 สัปดาห์ก่อนวันผ่าตั